สัตว์น้ำคุ้มครองและใกล้สูญพันธุ์

สัตว์น้ำคุ้มครองและใกล้สูญพันธุ์
โปรดช่วยกันอนุรักษ์สัตว์น้ำที่ใกล้สูญพันธุ์

Wednesday, February 21, 2007

Blog ที่น่าสนใจ

กลุ่ม ปวส.2
1. กลุ่มที่ 2 เพราะ มีการพัฒนาหน้า Blog ที่ดีขึ้นเนื้อหาเข้าใจง่าย และมีประโยชในด้านการทำการประมงโดยใช้เครื่องมือทำการประมงได้ถูกต้อง
2. กลุ่มที่ 1 เพราะ หน้า Blog มีการพัฒนา ถึงแม้ว่ารูปแบบในการเขียนไม่มีการย่อแต่ก็พอเข้าใจในเนื้อหาที่ทำ แต่โดยรวมถือว่าใช้ได้
3. กลุ่มที่ 5 เพราะ หน้า Blog เริ่มมีการพัฒนา มีการสรุปเนื้อหาที่ดีขึ้นทำให้สามารถอ่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น และมีการพัฒนาด้านการ POST

กลุ่ม ปวส.1
1. กลุ่มที่ 14 เพราะ หน้า Blog มีความสวยงามและเนื้อหามีประโยชน์ ทำให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
2. กลุ่มที่ 13 เพราะ เพระรูปแบบมีการพัฒนามากกว่าเดิม มีเนื้อหาสมบูรณ์ ได้ความรู้เกี่ยวกับการทำลายล้างสัตว์น้ำ ด้วยเครื่องมือทำการประมงต่างๆ
3. กลุ่มที่ 16 เพราะ ได้ความรู้ในด้านการอนุรักษ์ป่าชายเลน แต่หน้า Blog ยังไม่ค่อยมีการพัฒนา แต่ก็น่าอ่านกว่ากลุ่มอื่น

องค์การสะพานปลา


ความเป็นมาของหน่วยงาน
ในอดีตการขนถ่ายและจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเค็มของกรุงเทพฯ มีศูนย์รวมอยู่ที่ถนนทรงวาด อำเภอสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ส่วนการจำหน่ายสัตว์น้ำจืดมีศูนย์รวมอยู่ที่หัวลำโพง ริมคลองผดุงกรุงเกษม สถานที่ทั้งสองแห่งดังกล่าวคับแคบและสกปรก ทำให้การดำเนินธุรกิจไปอย่างไม่สะดวก ในปี พ.ศ.2491 องค์การอาหารและเกษตรแห่ง
สหประชาชาติ (FAO) ได้ส่งคณะผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย Dr. K.F. VASS และ Dr. J. REUTER
มาศึกษาภาวะการประมงของประเทศไทยตามคำร้องขอของรัฐบาล ซึ่งคณะผู้เชี่ยวชาญดังกล่าวได้เสนอว่าระบบตลาดปลาที่มีอยู่เดิมยังขาดหลักการดำเนินงานทางวิชาการและขาดการสงเคราะห์ในด้านสังคมและเศรษฐกิจสมควรที่รัฐบาลจะเข้าดำเนินการแก้ไขปรับปรุงในด้านต่างๆ 6 ประการ ดังนี้
1.บริการเกี่ยวกับการขนส่งสัตว์น้ำไปสู่ตลาด (การขนส่ง)
2.บริการเกี่ยวกับการเก็บสินค้าสัตว์น้ำที่สะพานปลา (ห้องเย็น)
3.การจัดระบบเลหลังสินค้าสัตว์น้ำ (ตลาดกลางหรือสะพานปลา)
4.จัดองค์การให้ชาวประมงกู้ยืมเงินทุนและออมสิน (สินเชื่อการเกษตร)
5.บริการเกี่ยวกับการขายวัตถุดิบและอุปกรณ์การประมง (เครื่องมือและอุปกรณ์)
6.บริการเกี่ยวกับการส่งเสริมการประมง แนะนำทางวิชาการและอื่นๆ ตลอดจนบริการเกี่ยวกับป่วยเจ็บ
(วิชาการและสวัสดิการ)
จากข้อเสนอดังกล่าวข้างต้น เพื่อดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจการประมงด้านการตลาด กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดทำโครงการเสนอรัฐบาล เมื่อรัฐบาลรับหลักการและเห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว กรมประมงจึงได้เริ่มงานในการก่อสร้างสะพานปลาของรัฐขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลยานนาวา อำเภอยานนาวา กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2492 ต่อมาได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ.2496 เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2496 อันเป็นกฎหมายในการจัดตั้งองค์การสะพานปลา องค์การสะพานปลาจึงได้ถือกำเนิดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
1.จัดดำเนินการและนำมาซึ่งความเจริญของสะพานปลา ตลาดสินค้าสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมการประมง
2.จัดดำเนินการหรือควบคุม และอำนวยบริการซึ่งกิจการแพปลา การขนส่งและกิจการอื่น ๆ อันเกี่ยวกับกิจการ

แพปลา
3.จัดส่งเสริมฐานะสวัสดิการ หรืออาชีพของชาวประมง และบูรณะหมู่บ้านการประมง
4.จัดส่งเสริมสหกรณ์หรือสมาคมการประมง
(1.1) สร้าง ซื้อ จัดหา จำหน่าย เช่า ให้เช่า ถือกรรมสิทธิ์หรือครอบครองซึ่งทรัพย์สินต่างๆ

(1.2) กู้ยืมเงินหรือยืมสิ่งของ

การดำเนินงานขององค์การสะพานปลา

ได้กำหนดกิจกรรมหลักในการปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบ
กิจการแพปลา พ.ศ.2496 ดังนี้
1. การจัดบริการพื้นฐานทางการประมง องค์การสะพานปลาเป็นรัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเพื่อทำหน้าที่

ให้บริการตลาดสินค้าสัตว์น้ำ โดยได้ก่อสร้างสะพานปลาและท่าเทียบเรือประมงที่ได้มาตรฐานเพื่อให้บริการสถาน
ที่ขนถ่าย และเป็นตลาดกลางซื้อขายสัตว์น้ำพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน เช่น เครื่องชั่ง เครื่องมือขนถ่ายสัตว์น้ำ ภาชนะบรรจุก่อนการขนส่งและอื่น ๆ การดำเนินการต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการให้บริการพื้นฐานทางการประมง เพื่อสร้างระบบและความมีระเบียบในการซื้อขายสัตว์น้ำ รักษาระดับราคาที่เป็นธรรม ป้องกันการผูกขาด
เป็นกิจการสาธารณะที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ซึ่งรัฐพึงจัดดำเนินงาน
2. การพัฒนาการประมง การพัฒนาการประมงเป็นหน้าที่สำคัญที่องค์การสะพานปลาดำเนินงานเพื่อช่วย

ชาวประมงสามารถพัฒนาความรู้ ความสามารถในการประกอบการให้สูงขึ้น ตลอดจนการแสวงหาวิธีการทำประมง
รูปแบบใหม่เพื่อทดแทนการลดลงของทรัพยากรสัตว์น้ำของประเทศที่ถดถอยลง ดำเนินงานโดยการให้การศึกษา อบรม การสัมมนาและการดูงานแก่ชาวประมง ผู้นำชาวประมง ผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการประมง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ในการทำประมงที่ทันสมัย เช่น การทำประมงอวนล้อมจับน้ำลึก และการทำประมงเบ็ดราวปลาทูน่า การดำเนินงานโครงการสินเชื่อสำหรับจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำประมง เพื่อช่วยเหลือชาวประมงที่ด้อยโอกาสในการดำเนินงานให้สามารถปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น
3. การส่งเสริมการประมงการส่งเสริมการประมง เป็นกิจกรรมที่องค์การสะพานปลาดำเนินงาน ตามมาตรา 20แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ.2496 ซึ่งกำหนดให้องค์การสะพานปลาแบ่งส่วนรายได้ร้อยละ
25 จากค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบกิจการแพปลา จัดตั้งเป็นเงินทุนส่งเสริมการประมง เพื่อนำมาช่วยเหลือชาวประมงในรูปการให้เปล่า เพื่อใช้ในกิจการสาธารณะประโยชน์แก่ชุมชนชาวประมง ให้กู้ยืมแก่สถาบันการประมง
เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนดำเนินธุรกิจสร้างหรือขยายท่าเทียบเรือประมงขนาดเล็กในท้องถิ่น การให้เงินทุนช่วยเหลือ
การศึกษาบุตรชาวประมง การให้เงินทุนวิจัยทางการประมง แก่สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ตลอดจนการให้เงินช่วยเหลือครอบครัวแก่ชาวประมงที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุบัติภัยทางทะเลหรือถูกจับในต่างประเทศ
4. การดำเนินงานธุรกิจการประมง การดำเนินธุรกิจการประมงเป็นกิจกรรมสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือการดำเนินงาน

แก่ชาวประมงและเพื่อเป็นการพัฒนาและปรับปรุงงานให้ดีขึ้น ประกอบด้วย การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม องค์การสะพานปลาได้ดำเนินการจำหน่ายน้ำมันราคาต่ำกว่าท้องตลาดแก่ชาวประมง โดยดำเนินงานผ่านกลุ่มเกษตรกรทำประมง สหกรณ์ประมง และตัวแทนจำหน่ายน้ำมันในหมู่บ้านชาวประมง ผลการดำเนินงานทำให้ชาวประมงขนาดเล็กและขนาดกลางได้รับประโยชน์จากการซื้อน้ำมันราคาถูก อันเป็นการลดต้นทุนการทำประมง การจำหน่ายน้ำแข็ง องค์การสะพานปลาได้ทำการผลิตน้ำแข็ง ณ ท่าเทียบเรือประมงนครศรีธรรมราชเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ชาวประมง และผู้ค้าสัตว์น้ำโดยไม่ต้องรอน้ำแข็งจากภายนอกท่าเทียบเรือประมง ซึ่งต้องเสียเวลาในการขนส่ง การจำหน่ายสัตว์น้ำ องค์การสะพานปลาได้เป็นตัวแทนจำหน่าย และรับซื้อสัตว์น้ำจากชาวประมง ที่ท่าเทียบเรือประมงนครศรีธรรมราช และท่าเทียบเรือประมงนราธิวาส เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายสัตว์น้ำในลักษณะตลาดกลางภายในท่าเทียบเรือประมง เป็นการรักษาระดับราคาสัตว์น้ำที่เป็นธรรมแกชาวประมงที่นำสัตว์น้ำมาจำหน่าย เป็นการกระตุ้นการแข่งขันการดำเนินธุรกิจแพปลา

หน่วยงานขององค์การสะพานปลา

สะพานปลากรุงเทพ
http://www.fishmarket.co.th/web/bangkok.html
สะพานปลาสมุทรสาคร
http://www.fishmarket.co.th/web/sakorn.html
สะพานปลาสมุทรปราการ
http://www.fishmarket.co.th/web/pakarn.html
ท่าเทียบเรือสงขลา-1
http://www.fishmarket.co.th/web/skla.html
ท่าเทียบเรือสงขลา-2 (ท่าสะอ้าน)
http://www.fishmarket.co.th/web/tasaan.html
ท่าเทียบเรือระนอง
http://www.ranong.fishmarket.co.th/
ท่าเทียบเรือสุราษฎร์ธานี
http://www.fishmarket.co.th/web/surat.html
ท่าเทียบเรือประมงปัตตานี
http://www.fishmarket.co.th/web/pattanee.html
ท่าเทียบเรือประมงภูเก็ต
http://www.phuket.fishmarket.co.th/
ท่าเทียบเรือประมงหัวหิน
http://www.fishmarket.co.th/web/huahin.html
ท่าเทียบเรือประมงตราด
http://www.fishmarket.co.th/web/trad.html
ท่าเทียบเรือประมงสตูล
http://www.fishmarket.co.th/web/stoon.html
ท่าเทียบเรือประมงปราณบุรี
http://www.fishmarket.co.th/web/parn.html
ท่าเทียบเรือประมงชุมพร
http://www.fishmarket.co.th/web/chumporn.html
ท่าเทียบเรือประมงนครศรีธรรมราช
http://www.fishmarket.co.th/web/nkorn.html
ท่าเทียบเรือประมงหลังสวน
http://www.fishmarket.co.th/web/lungsuan.html
ท่าเทียบเรอประมงอ่างศิลา
http://www.fishmarket.co.th/web/sila.html
ท่าเทียบเรือประมงนราธิวาศ
http://www.fishmarket.co.th/web/nara.htm
link : http://www.kodmhai.com/m4/m4-4/H2/m5-28.html

Tuesday, January 23, 2007



กระเบนราหู

กระเบนราหู เป็นปลากระดูกอ่อนขนาดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง มีส่วนของจะงอยปากยื่นยาวออกไปคล้ายครีบ ช่วยในการโบกพัดอาหารซึ่งก็ได้แก่แพลงตอนและสัตว์น้ำขนาดเล็กๆ เนื่องจากรูปร่างอันใหญ่โตของมัน บางครั้งเลยได้รับการขนานนามว่ากระเบนปีศาจ

ดาวทะเลดาวทะเล

อยู่ในกลุ่มเดียวกับเม่นทะเลและปลิงทะเล ปากจะอยู่ทางด้านล่าง กินสาหร่ายและอินทรียวัตถุตามพื้นท้องทะเล เป็นอาหาร เคลื่อนที่ได้โดยใช้อวัยวะคล้ายขา ซึ่งอยู่ใต้แนวแขนที่ยื่นออกไปเป็นแฉกเดิน

ระเบียบกรมประมง



ระเบียบกรมประมง
ว่าด้วยการยื่นคำขอและการออกหนังสือรับรองสัตว์น้ำที่มิได้อยู่ในบัญชีท้ายอนุสัญญา
ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่กำลังจะสูญพันธุ์พ.ศ.2547อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ.2545 อธิบดีกรมประมงจึงออกระเบียบกำหนดขั้นตอนและระยะเวลาปฏิบัติราชการสำหรับการยื่นคำขอหนังสือรับรองสัตว์น้ำที่มิได้อยู่ในบัญชีท้ายอนุสัญญา

ปลาน้ำจืดที่ใกล้สูญพันธุ์




ปลาบึก

ชื่อวิทยาศาสตร์ Pangasianodon gigas (Chevey, 1930)

ขนาด ขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยพบ ลำตัวยาว ถึง ๒.๕ เมตร หนักถีง ๓๐๐ กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย เฉพาะแม่น้ำสายหลัก ของ แม่น้ำโขง และ ทะเลสาบเขมร

ปลาบึก มีลักษณะรูปร่าง คล้ายกับ ปลาสวาย (P. hypophthalmus) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกันคือ Pangasianodon ปลาในสกุลนี้ มีก้านครีบท้อง มากถึงแปดเก้าอัน ปากกว้าง และมีฟัน บนขากรรไกร น้อยมาก เมื่อเทียบกับ ปลาชนิดอื่นๆ ในวงศ์เดียวกัน



โพงพาง - ไซนั่งปัญหาผลกระทบต่อประชากรสัตว์น้ำ
ถือได้ว่า โพงพาง และไซนั่งเป็นเครื่องมือประมงที่พบเห็นได้มากในทะเลสาบสงขลา และเป็นเครื่องมือที่สามารถจับสัตว์น้ำขึ้นมาสู่ผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมากในแต่ละวันจึงเกิดข้อสงสัยขึ้นมาว่า"แล้วมันจะมีผลต่อประชากรสัตว์น้ำในทะเลสาบเพียงใด?" เพราะทั้งโพงพางและไซนั่งนั้นมีมากเหลือเกินแทบจะทุกตารางเมตรในทะเลสาบเลยทีเดียว

linkhttp://72.14.235.104/search?q=cache:bcWoBRTry6AJ:www.dmcr.go.th/

Wednesday, January 17, 2007

สัตว์น้ำที่ได้รับการคุ้มครอง Cites

1 สัตว์น้ำจำพวกเลี้ยงลูกด้วยนม

2 สัตว์น้ำจำพวกเลื้อยคลาน

3 สัตว์น้ำจำพวกปลา

4 สัตว์น้ำจำพวกสะเทิ้นน้ำทะเทิ้นบก

5 สัตว์น้ำจำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง

linkhttp://www.fisheries.go.th/fpo%2Dudonthani/cites01.htm

มาตรการอนุรักษ์เต่าทะเล

ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ ลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 กำหนดให้เต่าทะเลตามบัญชีแนบท้ายตามกฎกระทรวงนี้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง
linkhttp://www.google.com/search?q=cache:-y4URTLfcIIJ:www.nicaonline.com/

Monday, January 8, 2007









สำรวจและประเมินสถานภาพปลาโลมาอิรวดีในทะเลสาบสงขลา วันที่ 18 ธันวาคม 2547 ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ร่วมกับชมรมรักโลมาอิรวดี ในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวัดพัทลุง และคณะชาวญี่ปุ่น นำโดย ดร. อากามาสึ ได้ทำการสำรวจโลมาอิรวดี ทางเรือ โดยใช้เครื่องไฮโดรโฟน เพื่อ ตรวจหาคลื่นเสียงของโลมา จากใต้น้ำ ในบริเวณทะเลหลวงซึ่งเป็นทะเลสาบตอนกลาง ซึ่งในวันที่ทำการสำรวจมีคลื่นลมรุนแรง ทำให้เป็นอุปสรรค ต่อการสำรวจทำให้ไม่สามารถจับคลื่นเสียงของโลมาอิรวดีได้ และจากการสอบถามชาวประมงทำให้ทราบว่าในช่วงที่คลื่นลมแรง ฝูงโลมา จะอพยพไปอยู่บริเวณหลังเกาะใหญ่ อ.กระแสสินธุ์และบริเวณแหลมจองถนน อ.ปากพะยูน
สำรวจสัตว์ทะเลหายากในพื้นที่อ่าวไทยตอนล่าง อ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา ซึ่งในวันที่ 7 – 11 มีนาคม 2548 ได้สำรวจข้อมูลสัตว์ทะเลหายาก ตั้งแต่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ถึง อ.เทพา จ. สงขลา โดยการสัมภาษณ์ชาวประมงพื้นบ้าน ทำให้ทราบว่า โลมาหลังโหนก พบมากใน จ.นครศรีธรรมราช และ จ.สงขลา โดยเฉพาะ อ.ขนอม – อ. สิชล พบโลมาหลังโหนก และพบซากโลมา 3 ตัว ที่ อ. สิชล จ. นครศรีธรรมราชนั้นพบ 1 ตัว เป็นโลมาหัวบาตรหลังเรียบ (Finless Porpoise) ความยาวประมาณ 1. 3 เมตร ส่วนอีก 2 ตัวนั้นเป็นโลมาหลังโหนก (Indo-Pacific-humpbacked dolphin) พบที่ อ.ระโนด




ชื่อไทย... ก้างพระร่วง
ภาคกลาง... ปลาก้างพระร่วง, ปลากระจก
ภาคใต้... ปลาบาง, ปลาผี
ชื่อสามัญ... Glass Catfish
ชื่อวิทยาศาสตร์........ Kryptopterus bicirrhis
ถิ่นที่อยู่อาศัย..... เป็นปลาในเขตร้อน ภาคพื้นเอเชียแปซิคฟิก พบที่เกาะบอร์เนียว เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ในประเทศไทยมีรายงานว่าเคยพบที่จังหวัดนครนายก จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด และทางภาคใต้ปัจจุบันทางภาคกลางนั้นพบได้น้อยมาก แทบหาไม่พบในธรรมชาติ แต่ยังคงพบปลาก้างพระร่วงนี้ในแหล่งน้ำตาม ธรรมชาติทางภาคใต้ แถบจังหวัดสุราษฏธานี นครศรีธรรมราช สตูล พัทลุง และสงขลา
พบตามแหล่งน้ำไหลและเย็นมีร่มไม้รกครึ้ม เวลากลางวัน มักหลบอยู่ตามรากไม้ และแนวร่มไม้ที่ขึ้นตามชายน้ำ เวลากลางคืนจึงจะออกมาหาเหยื่อ เป็นปลาที่ชอบลอยตัวรวมฝูงตั้งแต่ 10 – 20 ตัว มักอยู่เป็นที่ กินอาหารประเภทแพลงก์ตอนสัตว์ ตัวอ่อนแมลงน้ำที่มีชีวิต ลูกน้ำและสัตว์น้ำขนาดเล็กในธรรมชาติพบมากในบริเวณอำเภอเขาชัยสน จ.พัทลุง ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนพฤษภาคมของทุกปี
ขนาด.... ขนาดเฉลี่ยทั่วไปประมาณ 8 – 10 ซม. สูงสุดไม่เกิน 15 ซม.
ลักษณะทั่วไป..... เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กประเภทไม่มีเกล็ด ลำตัวยาว แบนข้างคล้ายปลาเนื้ออ่อน แต่มีขนาดเล็กโปร่งแสง ทำให้มองเห็นก้างภายในตัว ได้อย่างชัดเจน ลำตัวยาวแบนข้างมีหนวด 2 คู่ หนวดคู่แรกอยู่บนขากรรไกรบน มีขนาดยาวและชี้ไปด้านหน้า ส่วนหนวดคู่ที่ 2 มีขนาดสั้น อยู่บนขากรรไกรล่าง ครีบหลังมีขนาดเล็กและสั้นมากแทบมองไม่เห็น ครีบก้นยาวตลอดจนถึงครีบหาง หัวมีขนาดเล็ก จะงอยปากสั้น ตากลมโต เฉพาะส่วนของหัวและกระเพาะอาหารเท่านั้นที่ทึบแสง ท่อนหางโค้งงอเล็กน้อย ปลาก้างพระร่วง เป็นปลาสวยงามชนิดหนึ่งที่นักเลี้ยงปลาตู้นิยมนำมาเลี้ยงอย่างแพร่หลาย เนื่องจากเป็นปลาที่มีลักษณะแปลก เลี้ยงง่าย ขนาดพอเหมาะ และมีนิสัยรักสงบ สามารถเลี้ยงร่วมกับปลาอื่นได้เป็นอย่างดี จากการที่ปลาก้างพระร่วงต้องอาศัยอยู่ในน้ำสะอาดที่ใสเย็น รกครึ้มด้วยร่มไม้ชายน้ำ ดังนั้นการขุดลอกคลองเพื่อการพัฒนาใด ๆ ก็ตามที่จะทำให้น้ำขุ่นเป็นตะกอน และทำลายต้นไม้ที่ขึ้นตามชายน้ำ ตลอดจนรากไม้ที่เป็นแหล่งหลบพักอาศัยและซ่อนตัวของปลา ย่อมเป็นการทำลายระบบนิเวศแหล่งที่อยู่อาศัยตลอดจนแหล่งเพาะพันธุ์และวางไข่ในธรรมชาติ จะเป็นสาเหตุทำให้ปลาชนิดนี้สูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำได้



ชื่อไทย...บู่ใส
ชื่อสามัญ... Phallostethid fish
ชื่อวิทยาศาสตร์... Neostethus bicornis

ลักษณะโดยทั่วไป... ปลาบู่ใส เป็นปลาขนาดเล็ก ลำตัวยาว แบนข้างมาก ส่วนหัวสั้นประมาณ 18% ของความยาวมาตรฐาน ตาขนาดใหญ่ 36 – 37% ของความยาวส่วนหัว ปากยืดออกได้ มีฟันบนกรรไกรบนหนึ่งแถว ครีบหลังอันแรกลดรูปลงเหลือเพียงก้านครีบสั้น ๆ หนึ่งก้าน ครีบหลังอันที่ 2 มีก้านครีบแขนง จำนวน 5 ก้าน อยู่ห่างจากครีบหลังอันแรกเป็นระยะ ประมารครึ่งหนึ่งของความยาวของฐานครีบหลังอันที่ 2 ครีบหลังตั้งอยู่ทางส่วนท้ายของลำตัว ครีบก้นขนาดใหญ่ ความยาวของฐานครีบมากกว่าความยาวของฐานครีบหลังประมาณ 2 เท่า มีก้านครีบทั้งหมด 28 ก้าน ครีบท้องลดรูป ลงอยู่ข้อวัยวะช่วยสืบพันธ์ เกล็ดแบบขอบเรียบ ตามแนวข้างลำตัวจำนวน 35 – 36 เกล็ด เกล็ดรอบคอดหางจำนวน 12 เกล็ด
ที่อยู่อาศัย... อาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลน รวมถึงบริเวณปากแม่น้ำต่าง ๆ ที่มีสภาพน้ำเป็นน้ำกร่อย
ขนาด... ความยาวเหยียด (Total length) สูงสุดประมาณ 30 ม.ม.

Monday, December 25, 2006

ปัญหาการทำลายทรัพยากร

การประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการประมงอวนรุนจากการศึกษาของศูนย์พัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยตอนล่าง กรมประมง ผลจากการศึกษาสภาวะการประมงอวนรุนบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง พบว่าสัดส่วนลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจและปลาเป็ดแท้ จากการทำประมงอวนรุน มีความแตกต่างกันมากระหว่างอวนรุนใหญ่และอวนรุนเล็กมีค่าเท่ากับ 58:42 และ 70:30 ตามลำดับ เมื่อเฉลี่ยสัดส่วนของอวนรุนทั้ง 2 ประเภทมีค่าเท่ากับ 60 40จากสัดส่วนดังกล่าวนี้นำมาประเมินหาปริมาณ ลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ปะปนอยู่ในปลาเป็ด โดยน้ำหนักของอวนรุนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างที่นำขึ้นมาใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 836 ตัน คิดเป็นมูลค่า 2.23 ล้านบาท (สถิติกรมประมง , 2533) คิดเฉลี่ยโดยน้ำหนักเป็น ลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ปะปนอยู่ในปลาเป็ดทั้งสิ้น 502 ตัน จะเห็นว่าในปีหนึ่งๆ อวนรุนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างทำลายลูกสัตว์น้ำที่ถูกจับขึ้นมาก่อนวัยอันเหมาะสมคิดเป็นมูลค่ามหาศาล ทั้งนี้เพราะอวนรุนมักจะทำการ ประมงบริเวณใกล้ฝั่งหรือกล่าวได้ว่าอยู่ในเขต 3,000 เมตรทั้งสิ้น ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำวัยอ่อน ยกเว้นการทำประมงอวนรุนใหญ่ในบางฤดูการเท่านั้น นับเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำเสื่อมโทรมลง ซึ่งในการจัดการประมง นับว่าเป็นการใช้ ทรัพยากรไปอย่างขาดประสิทธิภาพ กล่าวคือ แทนที่จะปล่อยให้สัตว์น้ำที่ยังเติบโตไม่ได้ขนาดนั้น เจริญเติบโตไป อีกระยะหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขนาดและมูลค่า และ ได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่า กับการนำเอาสัตว์ที่ยังมีขนาดเล็กมากมาใช้และขายในราคาต่ำรวมกับปลาเป็ด หากมีการชะลอการจับลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจเหล่านี้ให้โตขึ้นมาจนขนาดพอควร สัตว์น้ำต่างๆ จะมีโอกาสขยายพันธุ์ให้ลูกสัตว์น้ำไว้สืบต่อทดแทนสัตว์น้ำขนาดใหญ่ที่ถูกจับไป ทรัพยากรก็จะไม่เสื่อมโทรมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้จากการศึกษาดังกล่าว ได้รายงานให้เห็นความสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการประมงอวนรุน บริเวณอ่าวไทยตอนล่างในปี 2533 สามารถประเมินให้เห็นภาพรวมได้โดยคำนวณจากเรืออวนรุนที่ทำการประมงทั้ง 4 แหล่ง คือ บริเวณอ่าวปัตตานี,บริเวณนอกอ่าวปัตตานี,บริเวณทะเลสาบตอนนอกของทะเลสาบสงขลา,บริเวณอ่าวนครฯ จ.นครศรีธรรมราช จะประกอบด้วยอวนรุนใหญ่ประมาณ 80 ลำและอวนเล็กประมาณ 400 ลำ เรือดังกล่าวสามารถออกทำประมงได้เต็มที่ประมาณ 8 เดือนๆละ 20 วัน ฉะนั้นสามารถคำนวณความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมดจากการที่อวนรุนจับสัตว์น้ำขึ้นมาก่อนวัยอันเหมาะสม มีมูลค่าทั้งสิ้นเท่ากับ 135 ล้านบาทต่อปี เมื่อพิจารณาจากผลผลิต ปลาเป็ดและมูลค่าบริเวณอ่าวไทยตอนล่างปี 2533ปลาเป็ดมีราคาเฉลี่ยทั้งหมดเท่ากับ 2,667 บาท/ตัน หรือ 2.27 บาท/กก. จากผลผลิตปลาเป็ดทั้งหมดประเมินได้ว่าเป็นลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจอยู่ถึง 502 ตัน เมื่อขายเป็นปลาเป็ดจะได้มูลค่าเพียง1.34 ล้านบาทเท่านั้น ดั้งนั้นการประมงอวนรุนจึงก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึงปีละ 135 ล้านบาทจากรายงานศึกษาวิจัยของกรมประมงตามตารางดังกล่าวข้างต้น สามารถประมาณความสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการประมงอวนรุนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างในปี 2533 ให้เห็นภาพรวมได้โดยคำนวณจากจำนวน เรืออวนรุนที่ทำการประมงบริเวณอ่าวไทยตอนล่างทั้ง 4 แหล่ง ที่กล่าวไว้แล้วตอนต้


ฉลามวาฬ (Whale Shark)
ชื่อวงศ์ (Family name) : Rhincodontidae.
ชื่อสามัญ : ปลาฉลามวาฬ (Whale Shark)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rhincodon typus (Smith, 1828)
ขนาดตัวเต็มวัย : ยาวมากกว่า 30 - 40 ฟุต (9-12 เมตร)
แหล่งที่อยู่อาศัย : บริเวณแนวปะการัง และ ด้านนอกทะเลเปิด
การพบเห็น : พบเห็นทั่วไป
แหล่งอาหาร : แพลงก์ตอน
ลักษณะของฉลามวาฬ
ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า ตัวใหญ่มหึมามาก โดยตัวโตเต็มที่อาจยาวถึง 50 ฟุต (15 เมตร) นับเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนี้ในปัจจุบัน ความกว้างของปาก ใกล้เคียงกับความกว้างของหัว ตัวมีสีตั้งแต่สีเทาดำ จนถึงสีน้ำตาลแดง หรือน้ำตาลออกเขียว ที่ด้านหลังและ ด้านข้าง รวมถึงผวด้านบนเหนือครีบหน้า (Pectorals) ฉลามวาฬจะมีจุดกลม ๆ ถี่ๆ สีขาว หรือสีเหลือง เรียงเป็นแนวตามลำตัว จุดเล็กที่สุดจะอยู่บริเวณหัว ที่อื่นๆ อาจจะพบไม่ถี่มาก อาจมีแถบเส้นแคบๆ สีขาว หรือ สีเหลืองพาดตามขวาง ด้านท้องและส่วนล่างมีสีขาวหรือเหลืองอ่อน ฉลามวาฬขนาด 480 นิ้ว (1,200 เซนติเมตร) จะมีน้ำหนักประมาณ 12,500 กิโลกรัม ปลาฉลามแบ่งออกเป็น 8 Order ตามลักษณะกายวิภาคของมัน ซึ่งลักษณะที่ใช้ในการจำแนก เช่น การมีและไม่มีครับก้น และจำนวนช่องเหงือก ฉลามวาฬได้ถูกจัดให้อยู่ใน order Orectolobiformes ซึ่งมีช่องเหงือก 5 อัน มีครีบก้น มีครับหลัง 2 ตอน ไม่มีหนามที่ครีบ และตำแหน่งของปากอยู่ตรงด้านหน้าของตา ลักษณะของหางเป็นแบบ Heterocercal tail ซึ่งฉลามใน order นี้ บางชนิดอาจจะมีหางยาวมากครีบหางมีขนาดใหญ่มีร่องบุ๋ม (Notch) ที่ฐานโคนหางด้านบน และมีสันนูน (Keel) ในแต่ละด้านของโคนหาง มีครีบหลังแบ่งเป็น 2 ตอน มีปากขนาดใหญ่ อาจกว้างถึง 5 ฟุต มีฟันเล็กๆ ลักษณะรูปทรงกรวยโค้ง มีตาขนาดเล็กและที่ตาไม่มีเยื่อหุ้มปิดตา (Nictating membrane) มีเหงือกเป็นท่อขนาดเล็กๆ หายใจโดยใช้แรงดันน้ำผ่านเหงือกเมื่อเวลาปากปิด และอาหารพวกแพลงก์ตอนจะถูกกรองโดยเหงือกกักเก็บไว้เป็นก้อนๆ แล้วกลืนลงไปทางท่ออาหาร หัวของปลาฉลามวาฬด้านบนมีลักษณะแบนมากและไม่พบจงอยปากชัดเจน มีปากเป็นแบบ anterior margin ซึ่งต่างจากปากของปลาฉลามอื่นๆ มีSpiracle ใหญ่กว่าตา อยู่ห่างไปทางด้านหลังเหนือตาเล็กน้อย ฟันเหมือนกันทั้งขากรรไกรบนและล่าง มีแถวละประมาณ 300 ซี่ มี 10 แถว แถวที่ 10 - 15 ฟันจะเป็นแบบ Dental band ที่ปรากฎอยู่คล้ายตะไบใหญ่บนขากรรไกร-จากนั้นเป็นต้นมามันก็มีชื่อว่า Rhincodon หรือ ชื่อเดิมคือ พวกมีฟันตะไบ ฉลามวาฬแตกต่างจากปลาฉลามกลุ่มอื่นๆ ตรงที่ ลักษณะของหัวซึ่งกว้างมาก เหมือนพวก Orectolobiform sharks อื่นๆ มีปากกว้างอยู่ด้านหน้าของของหัว ช่องเปิด olfactory opening จะอยู่เหนือริมฝีปากบน ซ่อนอยู่ในร่องโพรงจมูก มีเส้นขน barbelอยู่ภายในร่อง คล้ายกับฉลามอีกพวก หนึ่งคือ carpetshark family พวก Nerse sharks คือวงศ์ Ginglymostomatidae ตาของฉลามวาฬจะมีขนาดเล็ก และตั้งอยู่ด้านหลังของมุมปาก (ขากรรไกร) ฉลามวาฬจะปิดตาของมันโดยการหมุนนัยน์ตา และดูดมันกลับไปสู่ที่หัวของมันผิวหนังด้านหลังของฉลามวาฬจะหนากและเหนียวกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ ในโลก ผิวชั้นนอกถูกปกคลุมทับซ้อนกันระหว่างเกล็ดแข็งๆ ที่สารคล้ายสารเคลือบฟัน (dermal denticles) เป็นเสมือนชุดเกราะจริงๆ เกล็ดแต่ละอันมีขนาดกว้าง 0.5 มิลลิเมตร ยาว 0.75 มิลลิเมตร แต่ละอันจะมีปลายแหลมยื่นออกมาลู่ไปทางด้านหลัง หนังชั้นในถัดลงไปจะเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งมีความหนาถึง 14 เซนติเมตร ส่วนหนังด้านท้องจะมีความอ่อนบาง และความหนาของหนังชั้นในจะมีความหนาเพียง 2/3 เท่าของความหนาของหนังด้านหลัง
ปฏิรูปพระราชบัญญัติการประมง ๒๔๙๐

พ.ร.บ.การประมงขาดประสิทธิภาพในการจัดการประมงทะเลอย่างยั่งยืน ก่อนปี ๒๕๐๓ ไทยจับสัตว์น้ำได้ปีละ ๑๕๐,๐๐๐ ตัน เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนถึง ๑.๕ ล้านตันในปี ๒๕๑๕ และปี ๒๕๒๐ มีการพัฒนาอวนล้อมจับปลาผิวน้ำปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้เพิ่มเป็น ๒ ล้านตัน และ ๒.๗๕๓ล้านตันในปี ๒๕๓๖ พร้อมกับปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้เพิ่มขึ้น ทะเลไทยเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ปี ๒๕๐๔ สามารถจับสัตว์น้ำในอ่าวไทยได้ชั่วโมงละ ๒๙๘ กิโลกรัม ลดลงเหลือเพียงชั่วโมงละ ๒๐ กิโลกรัมในปี ๒๕๓๒ ขณะที่ดร.เชาวลิต วิทยานนท์ ทำการศึกษาในปี ๒๕๔๑ พบว่า จำนวนการจับลดลงเหลือ ๗ กิโลกรัมต่อชั่วโมง นอกจากนี้ปลาที่จับได้เป็นปลาขนาดเล็กและลูกปลาเศรษฐกิจร้อยละ ๔๐ รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมไทย พ.ศ. ๒๕๔๐ สำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปริมาณการจับสัตว์น้ำอย่างยั่งยืนในทะเลไทยไม่ควรเกินปีละ ๑.๔ ล้านตัน แยกเป็นปลาผิวน้ำ ๔๕๐,๐๐๐ ตัน ปลาหน้าดิน ๙๕๐,๐๐๐ ตัน แต่การประมงทะเลไทยจับสัตว์น้ำสูงกว่า ๒.๕ ล้านตันต่อปี การจับสัตว์น้ำทะเลได้ปริมาณมากขึ้นทั้งๆที่ความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยลดลง เกิดจากการใช้วิธีการประมงที่ทำลายทรัพยากรมากขึ้น ตลอดจนการใช้เครื่องมือประมงที่จับสัตว์น้ำได้มากชนิดกว่าที่ต้องการ ทำให้เกิดการประมงมวลชีวภาพคือมุ่งกวาดล้างสัตว์น้ำทะเลทุกชนิด อธิบดีกรมประมง นายธำรงค์ ประกอบบุญ ยอบรับว่า ปัจจุบันทะเลไทยจับปลาได้น้อยมาก เพราะว่าเราไม่ได้มีการวางแผนการจัดการประมงมาก่อน และปัญหาอวนลาก อวนรุนละเมิดกฎหมายรุกล้ำเข้ามากวาดจับสัตว์น้ำในเขต ๓,๐๐๐ เมตร และเขตปิดอ่าว โดยที่กรมประมงยังไม่สามารถดำเนินการเรื่องห้ามทำการประมงในเขต ๓,๐๐๐ เมตรให้เป็นรูปธรรม รายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมการศึกษาและกำหนดมาตรการที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงปลากระตักโดยใช้แสงไฟประกอบ กล่าวถึง ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและประสิทธิภาพของกฎหมายประมงไว้ว่า * ) คดีความผิดตามกฎหมายประมงเป็นคดีขึ้นศาลแขวงต้องส่งฟ้องภายใน ๔๘ ชั่วโมงทำให้เรือประมงสามารถกลับไปทำการประมงได้อีกอย่างรวดเร็ว * ) เป็นคดีที่ทำผิดในทะเลทำให้การจับกุมและรวบรวมพยานหลักฐานยุ่งยาก จึงจับกุมได้เพียงบางส่วนของผุ้กระทำผิดเท่านั้น* ) ปัญหาเรื่องเขตอำนาจสอบสวน (เนื่องจากเขตการปกครองทางทะเลไม่ชัดเจน เมื่อเกิดการกระทำผิดจึงไม่สามารถระบุได้ว่า อยู่ในเขตของอำเภอ จังหวัดใด) * ) ปัญหาข้อกฎหมาย เรื่องเครื่องมือประมงที่ไม่รวมกับเรือ * ) บทกำหนดโทษเบาทำให้ชาวประมงไม่เกรงกลัวเพราะผลประโยชน์ที่ได้คุ้มค่า* ) ไม่มีการริบเรือหรือเครื่องมือประมง เพราะชาวประมงใช้ช่องว่างทางกฎหมายโดยทำสัญญาเช่าแสดงไว้ในการขอคืนของกลางต่อศาล เนื่องจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๓ (๑) กำหนดให้เป็นดุลยพินิจของศาลในการรับทรัพย์สินซึ่งบุคคลได้ให้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิด แต่หากทรัพย์สินนั้นเป็นของผู้อื่นซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำผิดจะริบไม่ได้พ.ร.บ.การประมง ๒๔๙๐ เริ่มบังคับใช้ช่วงต้นของการพัฒนาการประมงทะเล (ปี ๒๔๙๐ถึง ปี ๒๕๑๕) แต่จากปี ๒๕๑๖ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า ๒๖ ปีที่การประมงทะเลเริ่มเข้าสู่ยุคของการทำลายตัวเองด้วยการประมงที่ทำลายทรัพยากร และมุ่งกวาดล้างสัตว์น้ำโดยที่การควบคุมและการบังคับใช้ พ.ร.บ.การประมง ๒๔๙๐ ไม่สามารถหยุดยั้งการทำลาย และในหลายกรณีกฎหมายได้เอื้ออำนวยให้การทำลายล้างทวีความรุนแรงมากขึ้น - พ.ร.บ.การประมง ๒๔๙๐ มีช่องว่างที่เปิดให้เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริต ดังมติคณะรัฐมนตรี ๒๕ มกราคม ๒๕๔๓ เรื่องมาตรการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบเกี่ยวกับการดำเนินคดีแก่ผู้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประมง ๒๔๙๐ ให้แก้ไขพ.ร.บ.การประมง ๒๔๙๐ โดยเพิ่มบทลงโทษผู้ทำการประมงโดยใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายจนทำให้เกิดความ เสียหายแก่ทรัพยากรทางทะเลให้สูงขึ้นใกล้เคียงกับอัตราโทษตามความผิดที่เกิดจากการสร้างความ เสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ และให้เพิ่มบทบัญญัติว่าด้วย การสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าของเรือหรือเจ้าของเครื่องมือประมงที่ใช้กระทำผิดมีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับการกระทำผิด และให้ริบเรือประมงหรือเครื่องมือนั้นเสีย โดยไม่ต้องคำนึงว่า จะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อปิดช่องว่างของกฎหมายและป้องกันการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบของเจ้าหน้าที่- พระราชบัญญัติการประมง ๒๔๙๐ ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ในมาตราที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและการมีส่วนร่วมของบุคคล


พะยูน (Dugong)

เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและหายใจด้วยปอดที่อาศัยอยู่ในทะเลจากหลักฐานต่างๆ เช่น การพบซากโบราณ(Fossil)และจากโครงร่างบางส่วนเช่น กระดูกครีบหน้าหรือขาคู่หน้าของพะยูนมีลักษณะคล้ายกระดูกนิ้วในสัตว์บก และส่วนที่หลงเหลือของกระดูกเชิงกรานจึงเชื่อว่าพะยูนมีวิวัฒนาการมาจากสัตว์กินพืช ที่อาศัยอยู่บนบก พะยูนถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1776โดยได้ตัวอย่างต้นแบบจากที่จับได้จากน่านน้ำแหลมกู้ดโฮบ ถึงฟิลลิปปินส์ เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายโลมาและปลาวาฬ เดิมพะยูนจึงถูกจัดรวมอยู่ในอันดับ (Order) เดียวกันคือ Cetacea แต่จากการศึกษาลักษณะโครงสร้างโดยละเอียดพบว่า มีความแตกต่างกันมาก กล่าวคือ มีขนาดเล็กกว่า หัวกลม รู จมูกแยกจากกัน ปากเล็ก มีฟันหน้าและฟันกรามพัฒนาดี ไม่เป็นฟันยอดแหลมธรรมดาเหมือนๆกันอย่างวาฬ และมีเส้นขนที่ริมฝีปากตลอดชีวิต (สวัสดิ์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2539) พะยูนมีบรรพบุรุษเดียวกับช้าง?ในปี ค.ศ. 1816 De Blainville ได้เป็นบุคคลแรกที่ทำการแยกความแตกต่างระหว่างพะยูนกับโลมาและปลาวาฬ ออกจากกันและจัดพะยูนเข้าไว้ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีกีบ (ungulates) ในอันดับ Sirenia โดยนับว่าพะยูนมีบรรพบุรุษร่วมกันกับช้างมาก่อน รวมถึงการศึกษาซากโบราณของพะยูนชื่อ Eotheroides ในประเทศอียิปต์ พบว่ามีลักษณะบางอย่างเหมือนและใกล้เคียงกันกับ Moeritherium ซึ่งเป็นต้นตระกูลของช้างยุคอีโอซีนตอนต้น (Upper Eocene)หรือเมื่อประมาณ 40 ล้านปีมาแล้ว Eotheroides เป็นสัตว์มี 4 ขา มีฟันครบและอาศัยอยู่ในน้ำ ต่อมามีวิวัฒนาการเพื่อให้อาศัยอยู่ในน้ำได้ดีขึ้น โดยที่ขาหลังจะลดขนาดลงและหายไปในที่สุด ส่วนขาหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะคล้ายใบพายเพื่อให้เหมาะสมกับการว่ายน้ำ จากนั้นก็มีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆจนกลายมาเป็นพะยูนในปัจจุบัน (อนุวัฒน์ นทีวัฒนาและปิติวงศ์ ตันติโชดก, 2523) พะยูนอาศัยอยู่ที่ไหนบ้าง?พะยูนมีการกระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนทั่วโลก พบบริเวณมหาสมุทรอินเดียตั้งแต่ชายฝั่งตะวันออกของทวีปอัฟริกาไปจนถึงทะเลแดง รอบๆเกาะมาดากัสการ์และอีกหลายเกาะในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ลงมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้เช่น นิวกินี บริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียและหมู่เกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิกเช่น หมู่เกาะโซโลมอน หมู่เกาะมาร์แชลและบริเวณตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกเคยมีรายงานว่าพบพะยูนที่ หมู่เกาะริวกิว รวมถึงชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีนซึ่งปรากฏว่าพะยูนเคยเข้าไปอาศัยตามแม่น้ำสายต่างๆที่ติตต่อกับทะเลเปิด (Nowakand Paradiso, 1983; Jefferson et al., 1993)เฉพาะประเทศไทยเคยมี พะยูนมาอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั้ง 2 ด้านของประเทศ แต่ปัจจุบันมีพะยูนเหลือแต่ทางด้านทะเลอันดามันชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศ มีแหล่งที่อยู่ที่สำคัญคือบริเวณชายฝั่งทะเลอุทยานแห่งชาติเจ้าไหมและเกาะลิบง จังหวัดตรัง คาดว่ามีพะยูนเหลืออยู่ไม่เกิน 10 ตัว (ทวีศักดิ์ ปิยกาญจน์, 2535 อ้างถึงใน สวัสดิ์ วงศ์ถิรวัฒน์, 2539)
การล่าพะยูนของชาวพื้นเมือง
พะยูนถูกล่าโดยชาวอะบอร์ริจิน และ ชาวเกาะ Torres strait มาเป็นเวลามากกว่า 1,000 ปีแล้ว ชุมชนได้มีการเลือกหรือกำหนดว่าใครบ้างที่สามารถจับมันได้ และวิธีการจับนั้นต้องใช้วิธีไหน นักล่าพื้นเมืองจะได้รับการเลือกโดยคนในชุมชนของพวกเขาตามประเพณี พะยูนถูกล่าด้วยการขว้างฉมวกที่มัดด้วยเชือกจากเรือแคนู และจะถูกนำมามัดหางจนกระทั่งมันจมน้ำตาย ปัจจุบันได้ถูกแทนที่โดยเรือแคนูที่มีเสากระโดงใบเรือ (Bark canoes) นักล่าจะใช้ เรือบดอลูมิเนียม และใช้เครื่อง speed boat outboard เพื่อหาพะยูน ขณะที่เทคโนโลยีได้เข้าไปเปลี่ยนชุมชนชาวอะบอร์ริจินไป การล่าพะยูนตามประเพณีที่สำคัญไม่มีแล้ว แต่มันมีการล่าเพื่อจำหน่าย และการล่านี้ไม่ได้ช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ของคนในชุมชนด้วยกันแบบในประเพณีดั้งเดิมเหมือนเมื่อก่อนเนื้อพะยูนเป็นแหล่งของโปรตีนที่สำคัญ สำหรับกลุ่มชุมชนพื้นเมืองที่อยู่ห่างไกล พะยูนตัวใหญ่ๆจะมีเนื้อหลายกิโลกรัม พื้นที่ที่ยังคงมีพะยูนอาศัยอยู่จะเป็นพื้นที่ที่มีค่าทางเศรษฐกิจในเชิงแหล่งอาหารต่อชาวพื้นเมือง นอกจากนี้ยังมีค่าในเชิงวัฒนธรรมการล่า และการจำหน่ายเนื้อชุมชนพื้นเมืองใน Great Barrior Reef Marine Park (GBRMP) มีผลเกี่ยวกับการลดจำนวนลงของพะยูนอย่างเห็นได้ชัด แต่ในหลายๆชุมชนเริ่มตระหนัก และกำลังเปลี่ยนกลายไปสู่การอนุรักษ์และการจัดการพะยูนในอนาคต

เต่าทะเล


เต่าทะเล(Sea Turtle)


เต่าทะเล (Sea Turtle)เต่าทะเลเป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์บรรพบุรุษเกิดในยุคเดียวกับไดโนเสาร์ เต่าทะเลที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นสันนิษฐานว่าเกิดในราว 60-70 ล้านปีมาแล้ว ซากฟอสซิลชองเต่าทะเลทำให้เราสืบค้นได้ว่า เต่าทะเลมีวิวัฒนาการสืบทอดกันมากว่า 200 ล้านปี และเมื่อเร็วๆนี้มีการพบซากฟอสซิลเต่าทะเลที่ เซาท์ดาโกต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา มีความกว้างถึง 60 เมตร คำนวณอายุได้ประมาณ 70 ล้านปี ซึ่งเป็นยุคที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกยังเป็นน้ำอยู่ เต่าทะเลวางไข่เมื่อไหร่? เมื่อถึงฤดูวางไข่เต่าตัวเมียที่เจริญเติบโตพอที่จะแพร่พันธุ์ได้จะเดินทางจากแหล่งอาศัยหรือแหล่งอาหารไปยังแหล่งผสมพันธุ์ ซึ่งจะมีแหล่งแน่นอนและคาดว่าไม่น่าจะไกลจากแหล่งวางไข่มากนัก เต่าตัวเมียจะสามารถเก็บน้ำเชื้อตัวผู้ไว้ในรังไข่จำนวนมากพอที่จะผสมกับไข่ได้ตลอดฤดูการวางไข่แต่ละครั้งจึงไม่ต้องมาผสมพันธุ์กันใหม่อีก (มีการศึกษาพบว่าเต่ามะเฟืองในคอสตาริก้าตัวเดียวสามารถขึ้นวางไข่ถึง 8 ครั้งในฤดูกาลเดียว) สิ่งที่น่าสังเกตคือ เต่ามักจะเดินทางไปวางไข่ ณ แหล่งกำเนิดซึ่งตรงกับความเชื่อของชาวบ้านไม้ขาว ต.ถลาง จ.ภูเก็ต การขึ้นวางไข่ของเต่าเท่าที่สำรวจพบแล้วนั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องน่าพิศวง! เต่าแต่ละชนิดจะขึ้นวางไข่ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันตลอดทั้งปี และเต่าชนิดเดียวกันแต่อาศัยในสถานที่ต่างกันก็วางไข่ในฤดูกาลที่แตกต่างกันในหนึ่งฤดูกาลแม่เต่าตัวเดียวสามารถวางไข่ได้ 2- 3 ครั้งๆ ละประมาณ 50 - 150 ฟอง แต่ละครั้งจะห่างกันสองสัปดาห์ ถึงแม้ว่าเต่าจะสามารถวางไข่ได้มากในหนึ่งฤดูกาล แต่อัตรารอดจนเติบโตที่จะแพร่พันธุ์ได้ นั้นมีไม่ถึง 0.04 เปอร์เซ็นต์สำหรับจุดวางไข่แม่เต่าจะเลือกจุดที่ขึ้นวางไข่นั้น จะต้องเป็นชายหาดที่เงียบสงบ ไม่มีกิจกรรมพลุกพล่าน และต้องเป็นจุดที่เลยเขตน้ำข้นสูงสุดเพื่อป้องกันน้ำทะเลชะล้างไข่ลงทะเลก่อนฟักเป็นตัว หลายต่อหลายครั้งที่แม่เต่าขึ้นมาวางไข่แล้วพบว่าชายหาดนั้นพลุกพล่านไปด้วยผู้คนก็จะกลับลงทะเลไปเพื่อจะกลับมาใหม่อีกครั้ง ส่วนใหญ่แม่เต่าจะขึ้นวางไข่ในยามค่ำคืน น้อยครั้งมากที่แม่เต่าจะขึ้นวางไข่ในช่วงกลางวัน ในประเทศไทยส่วนใหญ่เต่าจะขึ้นวางไข่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน - กุมภาพันธุ์ โดยประมาณ

Tuesday, December 12, 2006

สัตว์ทะเลใกล้สูญพันธุ์

สัตว์ทะเลใกล้สูญพันธุ์
ปลาวาฬและโลมาจัดเป็นสัตว์เลือดอุ่น และเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่ในน้ำ มีหลักฐานทางว่าครั้งหนึ่งเคยอาศัยอยู่บนบก และวิวัฒนาการไปอาศัยอยู่ในน้ำเมื่อเวลาประมาณ 45 ล้านปีมาแล้ว โดยมีการปรับตัวเพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ เช่น ทำรูปร่างให้เพรียวเพื่อว่ายน้ำได้เร็ว เนื่องจากยังใช้ปอดในการหายใจ จมูกหรือช่องหายใจจึงเลื่อนไปอยู่บนสุดของส่วนหัว เพื่อสะดวกต่อการหายใจ ท่อหายกับช่องปากจะแยกกันเพื่อสะดวกในการกินอาหารใต้น้า ปลาวาฬและโลมาจัดเป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีการสื่อสารระหว่างกันโดยใช้เสียง โดยเฉพาะในกลุ่มของปลาวาฬและโลมาที่มีฟันสามารถใช้ระบบส่งสัญญาณเสียงสะท้อนกลับ (echo) ซึ่งใช้ในการรับรู้สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวและการหาอาหารปลาวาฬและโลมาที่พบในประเทศไทยขณะนี้ปลาวาฬและโลมาที่พบเห็นในประเทศไทยขณะนี้ มี 22 ชนิด (species) จัดอยู่เป็น 6 วงศ์ (family) จากจำนวน 80 ชนิดเท่าที่พบทั่วโลกซึ่งจะเห็นได้ว่าน่านน้ำไทยมีความหลากหลายมาก เพราะขนาดสัตว์ใหญ่เช่นนี้ก็ยังมีรายงานไว้ไม่ครบ บ่งบอกได้ว่าในแง่ความหลากหลายทางชีวภาพ ทะเลไทยยังมีอะไรให้ศึกษาอีกมากจะเจอปลาวาฬและโลมาได้ที่ไหนบ้าง?ถ้าจัดแบ่งปลาวาฬและโลมาตามแหล่งที่อยู่อาศัยจะพบว่า ปลาวาฬและโลมาบางชนิดมีการแพร่กระจายทั้งทางฝังทะเลอันดามันและอ่าวไทย บางชนิดมีเฉพาะทะเลอันดามันเท่านั้น มีทั้งชนิดที่อาศัยในน้ำจืด-น้ำกร่อย (inland-coastal species) ได้แก่โลมาอิระวดี ซึ่งมีรายงานพบอาศัยอยู่ในทะเลสาบลำปำ จังหวัดพัทลุงและสงขลา ในแม่น้ำโขงจังหวัดอุบลราชธานี อีกกลุ่มหนึ่งเป็นโลมาที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งและปากแม่น้ำ (coastal species) ชนิดที่พบทั่วไปทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ดัแก่ โลมาเผือก โลมาหัวบาตรหลังเรียบ กลุ่มสุดท้ายหากินอยู่ในทะเลเปิด (oceanic species) ซ฿งพบเฉพาะทางฝั่งทะเลอันดามันเท่านั้น ได้แก่ กลุ่มปลาวาฬหัวทุย ปลาวาฬหัวแตงโม ปลาวาฬฟันสองซี่ โลมาแถบ เป็นต้นความหลากหลายด้านชนิดพันธุ์ของปลาวาฬและโลมาทางฝั่งทะเลอันดามันมีมากกว่าอ่าวไทยอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีพื้นที่มากกว่า น้ำลึกมากกว่า และอาจรวมถึงความอุดมสมบูรณ์ซึ่งมีมากกว่าด้วย
Limk http://www.wildlifefund.or.th/06_Marinewildlife/dolphin/marine_dolphin00.html